ลงประกาศฟรี ทุกหมวดหมู่ โพสฟรี รองรับSeo และ youtube

โพสฟรี สินค้าทุกหมวดหมู่ โพสฟรี รองรับSeo youtube => ลงประกาศฟรีทุกหมวดหมู่ รองรับ SeO youtube => ข้อความที่เริ่มโดย: siritidaphon ที่ วันที่ 8 พฤษภาคม 2026, 17:00:39 น.

หัวข้อ: ระวัง “แผลกดทับ” ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง !
เริ่มหัวข้อโดย: siritidaphon ที่ วันที่ 8 พฤษภาคม 2026, 17:00:39 น.
ระวัง “แผลกดทับ” ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง ! (https://dseelin.co.th/)

ภาวะ "แผลกดทับ" ในผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บั้นท้ายหรือแผ่นหลังเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีจุดเฉพาะที่เกิดจาก ตัวสายยางเอง ซึ่งผู้ดูแลมักมองข้ามไป การดูแลเชิงป้องกันสไตล์ Wellness จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการติดเชื้อแทรกซ้อนครับ

จุดเสี่ยงและวิธีป้องกันแผลกดทับที่สัมพันธ์กับการให้อาหารทางสายยางครับ:


1. แผลกดทับที่ "รูจมูก" (สำหรับผู้ใส่สาย NG Tube)

นี่คือจุดที่พบบ่อยที่สุด เพราะสายยางเป็นพลาสติกที่มีความแข็ง หากกดทับที่ปีกจมูกหรือผนังจมูกนานๆ จะทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดและเป็นแผลหลุมได้

วิธีป้องกัน:

เปลี่ยนตำแหน่งติดพลาสเตอร์: อย่าติดพลาสเตอร์ที่จมูกในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ ควรขยับตำแหน่งเล็กน้อยทุกครั้งที่เปลี่ยนพลาสเตอร์ (แนะนำให้เปลี่ยนพลาสเตอร์ทุก 1-2 วัน)

ไม่ดึงสายตึงเกินไป: จัดสายให้มีความโค้งมนเล็กน้อยก่อนติดพลาสเตอร์ เพื่อลดแรงรั้งที่ปีกจมูก

ใช้พลาสเตอร์ชนิดอ่อนโยน: เลือกใช้พลาสเตอร์แบบกระดาษหรือแบบไฮโดรคอลลอยด์เพื่อลดการระคายเคืองผิวหนัง


2. แผลกดทับที่ "ช่องปากและลำคอ"

ในผู้ป่วยที่ใส่สายทางจมูกเป็นเวลานาน สายอาจกดทับผนังคอหรือเพดานปากได้

วิธีป้องกัน:

ความชุ่มชื้น: หากผู้ป่วยยังพออ้าปากได้ ให้ใช้คอตตอนบัดชุบน้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดช่องปากและริมฝีปากบ่อยๆ เพื่อลดการเสียดสีและการสะสมของเชื้อโรค

สังเกตการกลืน: หากผู้ป่วยดูเจ็บคอมากผิดปกติหรือมีเลือดปนน้ำลาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กตำแหน่งสาย


3. แผลกดทับรอบ "รูเจาะหน้าท้อง" (สำหรับสาย PEG/G-Tube)

เกิดจากตัวแป้นพลาสติก (Bumper) กดทับผิวหนังหน้าท้องแน่นเกินไป หรือสายถูกดึงรั้งบ่อยๆ

วิธีป้องกัน:

กฎความห่าง: แป้นพลาสติกด้านนอกควรอยู่ห่างจากผิวหนังประมาณ 2-3 มิลลิเมตร (พอให้ขยับสายหมุนไปมาได้เล็กน้อย) ไม่ควรดึงให้แนบสนิทกับผิวหนังจนเกินไป

หมุนสายยาง: ควรหมุนสายยาง 360 องศาวันละ 1 รอบ เพื่อป้องกันไม่ให้แป้นด้านในยึดติดกับเนื้อเยื่อภายใน (Buried Bumper Syndrome)

ทำความสะอาดและซับให้แห้ง: หลังทำแผลต้องซับให้แห้งสนิท เพราะความอับชื้นจะทำให้ผิวหนังเปื่อยและเกิดแผลกดทับได้ง่ายขึ้น


4. แผลกดทับที่ "ร่างกาย" (จากท่าให้อาหาร)

เนื่องจากผู้ป่วยต้องอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน (30-45 องศา) นานหลายชั่วโมงต่อวัน แรงกดทับจะไปรวมอยู่ที่สะโพกและก้นกบ

วิธีป้องกัน:

เปลี่ยนท่าหลังพัก: หลังจากให้อาหารและพักท่านั่งครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ควรพลิกตัวผู้ป่วยนอนตะแคงเพื่อกระจายน้ำหนัก

ใช้อุปกรณ์เสริม: การใช้ที่นอนลมหรือหมอนรองในจุดเสี่ยงจะช่วยลดแรงกดทับระหว่างที่ผู้ป่วยต้องอยู่ในท่านั่งให้อาหารได้ครับ