วิธีการบริหารยาทางสายให้อาหารสายยางการบริหารยาทางสายยางมีความซับซ้อนกว่าการกลืนยาปกติ เพราะหากทำไม่ถูกวิธี ยาอาจจะออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ หรือที่แย่กว่านั้นคืออาจทำให้ "สายยางอุดตัน" จนต้องไปโรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนสายใหม่ครับ
ขั้นตอนและข้อควรระวังสำคัญในการบริหารยาที่ถูกต้องครับ:
1. ขั้นตอนการเตรียมยา
ตรวจสอบรูปแบบยา: ยาบางชนิด "ห้ามบด" เด็ดขาด (เช่น ยาเคลือบน้ำตาล, ยาที่ออกฤทธิ์นานพิเศษ หรือแคปซูลบางชนิด) ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอครับ
แยกบดทีละชนิด: ไม่ควรบดยาทุกอย่างรวมกันในครั้งเดียว เพราะยาบางตัวอาจทำปฏิกิริยากัน หรือถ้าทำยาหกเราจะไม่รู้ว่ายาตัวไหนหายไป
บดให้ละเอียดที่สุด: ใช้โกร่งบดยาบดจนเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง เพื่อป้องกันเศษยาไปอุดตันปลายสายยาง
2. ขั้นตอนการละลายยา
ใช้น้ำต้มสุก: ละลายผงยาด้วยน้ำต้มสุกที่อุณหภูมิห้อง (ประมาณ 15−30 มล. ต่อชนิดยา)
คนให้ละลายสนิท: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีตะกอนยาหลงเหลืออยู่
3. ขั้นตอนการให้ยา (Step-by-Step)
จัดท่า: ให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนยกศีรษะสูง 30−45 องศา เหมือนตอนให้อาหาร
ล้างสายก่อน (Flush): ดูดน้ำต้มสุกประมาณ 15−30 มล. ใส่เข้าไปในสายเพื่อทางสะดวก
ให้ยา: ค่อยๆ ปล่อยยาที่ละลายน้ำแล้วลงไปในสาย หากมีหลายชนิด ให้ล้างสายด้วยน้ำเล็กน้อยระหว่างยาแต่ละตัว
ล้างสายหลังให้ (Flush): เมื่อให้ยาครบทุกตัว ต้องตามด้วยน้ำต้มสุกอีกอย่างน้อย 30−50 มล. เพื่อไม่ให้มีเศษยาค้างอยู่ในสายจนเกิดการบูดหรืออุดตัน
คงท่าเดิม: ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูงต่ออีกอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีและป้องกันการไหลย้อน
⚠️ ข้อควรระวังที่ห้ามละเลย
ห้ามผสมยากับอาหาร: เพราะยาบางตัวอาจไปจับกับสารอาหารจนไม่ออกฤทธิ์ หรือทำให้อาหารจับตัวเป็นก้อนจนสายอุดตัน
ช่วงเวลาการให้: ยาที่ต้องทาน "ก่อนอาหาร" ควรให้ก่อนให้อาหารอย่างน้อย 30-60 นาที และยา "หลังอาหาร" ให้ตามหลังอาหารได้ทันที
ความสะอาด: โกร่งบดยาและกระบอกฉีดยาต้องล้างให้สะอาดและผึ่งให้แห้งทุกครั้งหลังใช้งาน
💡 เคล็ดลับ
การได้รับยาหลายชนิดอาจทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการปากแห้ง หรือระคายเคืองในช่องปากได้ง่ายขึ้นครับ การใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดช่องปากบ่อยๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น และลดการสะสมของแบคทีเรียที่จะลงไปสู่ทางเดินอาหารได้ครับ